Kittenvilland is my second blog

คุณผู้อ่านสามารถติดตาม เที่ยวสิงคโปร์ ทัวร์หมี ตอนต่อไปได้ที่

http://kittenvilland.wordpress.com/

เราได้ลองแก้ไขการ activate ของ kittenvilla.wordpress.com แล้วหลายรอบ หลายวิธี

เหลือวิธีสุดท้ายคือ จ่ายตังค์ ให้กับ wordpress

ก็เลยไปสร้าง blog ใหม่ดีกว่า สำหรับ blog นี้ เพื่อนๆยังสามารถเข้ามาอ่านได้ตามปกติ

ส่วนเรื่องราวอัพเดทใหม่ๆเชิญได้ที่

kittenvilland.wordpress.com จ้า^^

Posted in Kitten Villa, Restaurant City, Rilakkuma, Something to adore, Wherever | Leave a comment

เที่ยวสิงคโปร์ ทัวร์หมีตอนที่ 2

***ตอนนี้ต่อจาก เที่ยวสิงคโปร์ ทัวร์หมีตอนที่ 1

Funan digital mall ร้าน Stationery Superstore มีสิ่งนี้ !!!

ตอนที่เราไปเป็นช่วงลดราคาทั้งเกาะ หยิบจับอะไรก็ติดป้าย SALE

collection เหมียวดำ รอยเท้าเหมียวน่ารัก

เพลิดเพลิน

ทางร้านจัดเป็นแผนกหมีพักผ่อนด้านนึง สินค้าอัดแน่นมาก ทั้งด้านบนชั้นวางสูงๆ

ด้านล่างๆ มีวางใส่กล่องไว้เต็มไปหมด ลดราคาบ้าง ไม่ลดบ้างติดป้ายไว้ชัดเจน

ตอนนั้น case ของ I phone 4s (ถูกลิขสิทธิ์) ยังไม่มีขายที่บ้านเรา พนักงานยังไม่รู้จะมีของเมื่อไหร่…

แต่ที่นี่ จัดเต็ม สะใจมาก

จะเห็นได้ว่า ใต้ชั้นวางจะมีพวกแฟ้ม A4 แผ่นรองจาน ของกระจุกกระจิกแอบอยู่อีก

เราหลงอยู่ที่นี่นานมาก หยิบของใส่ตะกร้าอย่างเพลิดเพลิน

เดินออกมาตรงหน้าร้านยังมีโต๊ะวางจัดโปรโมชั่นอีก กระเป๋าเครื่องสำอางทรงสี่เหลี่ยม

ลดราคาแล้วเหลือไม่ถึงพันบาท (แต่ไม่ได้ซื้อมาค่ะ เพราะมันบอบบางไปสำหรับเรา)

สติกลับมาตอนคำนวณเป็นเงินบาทก่อนไปจ่ายตังค์ เกือบหน้ามืด

แต่คำนวณดูแล้วถูกกว่าซื้อที่บ้านเราเกือบครึ่งแน่ะ !!!

***

หลังจากหนำใจกับร้านนี้แล้ว ลองไปเดินชั้นอื่นดูบ้าง ชั้นบนจะมีคาเฟ่ญี่ปุ่น

แบบที่แต่งคอลเพลย์มานั่งจิบกาแฟกัน และยังมีร้านขายโมเดลเก๋ๆอีกหลายร้าน

ส่วนเรื่องราคาเราไม่สันทัดจริงๆค่ะ ว่าถูกหรือแพงกว่าที่คลองถม/สะพานเหล็ก

ห้างนี้นอกจากมีหมีพักผ่อน สินค้าไอที โมเดลต่างๆแล้ว

ยังมี super market ตรงชั้นใต้ดินด้วยค่ะ แวะไปซื้อกาแฟ Old town เสียหน่อย

เจอน้ำดื่ม Sponge bob อยากได้อ่ะ…แต่ต้องเดินต่ออีกไกล แบกไม่ไหวแน่เรา

จากนั้นก็ไปซื้อขนมปังสังขยาที่ร้านนี้ค่ะ มีหนุ่มสาวชาวออฟฟิศนั่งกันอยู่เต็มเลย

พนักงานร้านนี้เป็นผู้ใหญ่กันเกือบหมดค่ะ แต่ขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงานมาก

เราสั่งชุดชาร้อนกับขนมปังสังขยา ชาจะออกหวานมัน เฝื่อนนิดๆ

ส่วนขนมปังจะเป็นแบบทาเนยแล้วทาสังขยาทับอีกที รสชาติใช้ได้ค่ะ

เดินออกมาหน้าตึก Funan ทางขวามือจะมีศูนย์อาหาร Sidewalk

แวะกินข้าวที่นี่ก่อน เข้าประตูนี้ ร้านที่ 2 ฝั่งซ้ายมือ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยว

คุณป้าเจ้าของร้านพูดไทยได้ อัธยาสัยดี น่ารักมากค่ะ

อิ่มแล้วเดินต่อ จุดหมายต่อไปคือย่าน Bugis เคยแต่นั่งรถไฟฟ้ามา

ยืนงมแผนที่อยู่นาน… สุดท้ายก็หลงอยู่ดี^^”

จะไป Bugis แต่ไปโผล่ตึกหนามทุเรียนแทน

***

การหลงทางที่นี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวค่ะ เพราะเส้นทางท่องเที่ยวหลักๆจะเชื่อมต่อถึงกันหมด

ป้ายชื่อถนนเค้าชัดเจนมาก ไม่มีทับ 1 ทับ 2 ซอยย่อยให้ปวดหัว

เดินกลับมาเส้นทางหลักแล้วตั้งต้นใหม่ได้ไม่ยากค่ะ

***

ตรงนี้แถวห้าง Raffle

***

***

แล้วก็มาถึงจุดหมายปลายทาง Bugis Junction เป็นห้างอารมณ์ประมาณ The Crystal

แต่ติดแอร์และมีกระจกล้อมรอบ เรามาที่นี่เพราะ Bossini Rilakkuma collection ค่ะ

เพราะแถว orchard ไม่เหลือแล้ว ที่สาขานี้ยังมีเหลืออยู่นิดนึง

แล้วเดี๋ยวจะเปิดถุงในหัวข้อถัดไปนะคะ ไปต่อกันที่ชั้นบนของห้างนี้บ้าง

มี Kinokuniya อยู่ด้วยเหมือนกัน e mook เพียบเลย

***

***

ในส่วนของ BHG ที่ชั้น 3 มีหมีพักผ่อนอยู่ด้วยนะคะ ถึงแม้ของไม่เยอะเท่า Funan

แต่คุณป้าพนักงาน ใจดีมากๆค่ะ เข้ามาคุย แนะนำสินค้า ช่วยเราหาของที่ต้องการ

เราอยากได้ชุดจานค่ะ แต่มันหมดไปแล้ว แกเลยบอกลองแวะมาพรุ่งนี้นะ มีสินค้าเข้าใหม่

ใจบริการเต็มร้อย น่ารักมากๆเลยค่ะ

***

ขอแวะพักเหนื่อย Starbuck ก่อน

ที่นี่มีสตรอเบอรี่ปั่นด้วยค่ะ เราดันไปสั่งวิปครีมเพิ่ม รสชาติมันเลยเลี่ยนไปหน่อย

ตรงกลาง Bugis Junction จะเป็นลานน้ำพุ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มาเล่นกันสนุกสนาน

เรานั่งดูไป ดมยาดมไป เหนื่อยมากกก

พอหายเหนื่อย ก็ข้ามถนนไปต่อที่ตลาด Bugis เลย ที่นี่ร้านรวงเสื้อผ้า ของกินเยอะมาก

ละลานตา มีตรอกเล็กๆซ้ายขวาแยกย่อยอีก ใครชอบตลาดนัด ที่นี่จะเพลิดเพลินมากค่ะ

มีบันไดเลื่อนต่อขึ้นชั้นบนอีก จะมีพวกเสื้อผ้าแบบไม่มีแบรนด์ เครื่องสำอางอยู่อีกเพียบค่ะ

ขากลับหมดแรงแล้ว สถานีรถไฟฟ้าจะอยู่ใกล้ Topshop แวะกลับไปเก็บของที่พักก่อน

ช่วงค่ำไปเดินเล่นกินข้าวแถว Orchard อีกรอบ

มื้อค่ำที่ร้าน Hu Hu Udon ของเราเป็นเซ็ทข้าวกับกุ้งเทมปุระ ของคุณสามีเป็นอุด้งเนื้อ

ห้างที่เราชอบรองจาก Takashimaya ก็จะเป็น 313 @Somerset ค่ะ

มีครบ F21, ZARA, Uniqlo, Food republic (ของกินหลากหลาย)

และ HMV ร้านโปรดของคุณสามี

***

ส่วนวันสุดท้ายก่อนกลับบ้านของทริปนี้โปรดติดตามต่อตอนหน้า

พร้อมกับ HAUL หมีพักผ่อนค่ะ^^

Posted in Rilakkuma, Wherever | Leave a comment

เที่ยวสิงคโปร์ ทัวร์หมีตอนที่ 1

สวัสดีค่ะ หัวข้อนี้อยากเขียนถึงเรื่องท่องเที่ยวค่ะ

เราชอบสิงคโปร์กับฮ่องกงเป็นพิเศษ เพราะสามารถดำเนินการเรื่องการเดินทางด้วยตัวเองได้

ไม่ต้องใช้วีซ่าด้วย ตอนแรกเล็งฮ่องกงไว้ แต่พอเช็คราคาตั๋วเครื่องบินและที่พักแล้ว

ไปสิงคโปร์ดีกว่า ยังเหลือตังค์ไว้ชอปอีกเพียบ

***

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

แวะ Duty free ที่สุวรรณภูมิ กะจะไปจัดเต็มน้ำหอม Victoria Secret แบบขวดกลมซะหน่อย

ปรากฎว่ามีให้เลือกแค่ 2 กลิ่น ไม่มีกลิ่นที่เราชอบเลย อดเสียตังค์

ไปกับ Jet star เช่นเคย ส่วนตัวเราชอบสายการบินนี้นะคะ ราคาไม่แพง

ทั้ง Ground/Air Hostess ไม่วุ่นวาย ไม่เรื่องมาก

เป็นสายการบินแบบ Budget มีอาหารแบบ Traditional menu เก๋ๆ ให้เลือกบนเครื่อง

ก่อนไป เราถามเพื่อนใน อตก. (Instagram) ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ว่าอากาศเป็นไงบ้าง

เค้าบอก ฝนตกหนักมากกก ทุกวันด้วย เราเลยตัดสินใจไม่เอากล้องไป

ภาพถ่ายในหัวข้อนี้เราจึงใช้ I phone 4s ถ่ายทั้งหมดค่ะ

ไปถึงที่โน่นปนะมาณ บ่าย 2 กว่าค่ะ หมดแรงเพราะเมาเครื่อง แถมยังต้องมานั่งรอ

ผู้โดยสารคนอื่นที่จะนั่งรถรับส่งไปโรงแรมอีก 30 นาทีได้

แต่ที่เด็ดกว่านั้น เค้าพาไปส่งผิดโรงแรมค่ะ เราพัก YMCA @1 Orchard

เค้าไปหย่อนไว้ที่ YWCA Fort Canning….ไม่เป็นไร เดินลากกระเป๋าไปอีกนิดนึง

พอ check in เสร็จ ลองใช้ free wifi ของโรงแรมดู สัญญาณเยี่ยมใช้ได้เลยค่ะ

ห้องพักสะอาด ไม่แคบมากแบบ Hotel81 ห้องน้ำกว้าง สะดวกดีค่ะ

นอนพักให้หายมึนแล้วตะลุย Orchard เลย

เราว่าเสน่ห์ของ Orchard นอกจากห้างมากมาย แบรนด์เนมละลานตาแล้วก็คือ

สิ่งก่อสร้างกับป้ายโฆษณา เดี๋ยวทำใหม่ เดี๋ยวรื้อ เกิดขึ้นตลอดเวลา เรียกได้ว่าแต่ละครั้งที่มา

จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ห้างใหม่ๆ เราชอบเดินดูมาก เพลินดีค่ะ

นี่ก็ห้างใหม่ ใหม่ชนิดที่ข้างในร้านรวงยังมาไม่ครบ บางร้านมาแต่ป้าย แต่ห้างก็เปิดแล้ว

ข้างล่างมี event โชว์รถยนต์เก่าคลาสสิกกันอยู่ ห้างนี้มี Dean & deluca ด้วยนะคะ

อยากลองชิมกาแฟเจ้านี้ดูบ้าง รีบเดินขึ้นไป แต่…ยังทาสีอยู่เลย (ป่านนี้คงเปิดเีรียบร้อย)

ชั้นบนๆ มีร้านรวงขายของกิ๊บเก๋อยู่หลายร้านค่ะ ร้านนี้ก็ด้วย กระเป๋า Audrey สวยมาก

เริ่มหิว จัดมื้อเบาๆที่นี่ก่อน Snoopy Cafe’

***

เราสั่ง เครปช็อคโกแลตกับไอติมวานิลา

แป้งเครปบาง เนื้อนุ่ม ช็อคโกแลตเข้มข้น ไม่หวานเกิน เข้ากับไอติมวานิลามากค่ะ

ส่วนของคุณสามีเป็นแซนด์วิชไก่ เราว่าเนื้อขนมปังหยาบแล้วก็แข็งไปนิดนึง

เราชอบการบริการของร้านนี้มากค่ะ มีพนักงานอยู่แค่ 2 คน ทำครัวกับส่วนหน้า

พนักงานที่ส่วนหน้าทั้งต้อนรับ แนะนำเมนู รับออเดอร์ เสริฟอาหาร เก็บโต๊ะ คิดเงิน

ทำทุกอย่างแต่บริการได้ทั่วถึงทุกโต๊ะ เยี่ยมมากค่ะ

***

จุดหมายต่อไปของเราคือห้างโปรด Takashimaya

ตรงไปที่ร้านนี้ Kinokuniya ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หนังสือมากมายหลากหลาย

แต่เราพุ่งไปยัง…

เห็นมีแค่ชั้นวางเล็กๆ กับแค่ชั้นโชว์ตรงเสา แต่กลับอัดแน่นไปด้วย หมีพักผ่อน!!!

หลากหลาย collection เราหลงอยู่ตรงส่วนนี้นานมากกก จนหิวอีกรอบ

กลับไปร้านเดิม ที่เคยเขียนไว้ใน Restaurant City

ร้าน Paradise Dynasty ที่ห้าง ION ค่ะ

คราวนี้ลองสั่งเมนูใหม่มา 3 อย่างคือ ข้าวผัด ไก่ผัดเม็ดมะม่วง และเต้าหู้ทรงเครื่อง

จะบอกว่า จืดและมันมาก ทั้ง 3 อย่างเลยค่ะ ส่วนบะหมี่น้ำยังอร่อยเหมือนเดิม

อิ่มแล้วมาต่อที่นี่ คุณสามีอยากมาดูหนังที่นี่ดู Lido IMAX อยู่ที่ห้าง Shaw ค่ะ

วิธีการซื้อตั๋วเหมือนบ้านเรา เลือกเรื่องที่ชอบ ที่นั่ง แล้วก็จ่ายเงินค่ะ

คนละ 14 SGD สำหรับภาพยนต์ 3D

เก็บภาพรอบๆ แป้บนึง เพราะหนังเริ่มฉายแล้ว

เรารีบเดินเข้าโรงเงียบๆค่ะ Prometheus ไปถึงตอนที่นางเอกกำลังประชุมก่อนไปสำรวจ

เราว่าเราเข้าโรงช้าแล้ว ยังมีเข้าตามหลังเรามาอีกนะ

ตัวภาพยนต์เป็นเสียงภาษาอังกฤษ ส่วนซับเป็นภาษาจีนค่ะ  คุณภาพ 3D และระบบเสียง

เยี่ยมมากๆค่ะ ได้ยินเสียงละอองฝนแบบสมจริงมากๆไม่มีเสียงลำโพงแตก ปุๆ เหมือนบ้านเรา

และโชคดีมากๆที่คนข้างๆกินข้าวโพดคั่วหมดไว เลยไม่ต้องนั่งฟังเสียงแกเคี้ยวนาน

ทางเดินออกจากโรงหนัง เชื่อมต่อกับทางเดินใต้ดินก็ได้พบกับ Display สุดอลังการ

ตอนนั้น Madagascar 3 เพิ่งเข้าฉาย ตลอดทางเดิน ตรงผนังจะเปลี่ยนสีได้

 อดใจไม่ไหว ขอซักรูป ตอนถ่ายก็อายนะ…

และตามที่เขียนไว้ข้างต้น ป้ายต่างๆของที่นี่น่าสนใจมาก จะไม่มีการปล่อยพื้นที่

ให้เสียเปล่า ตลอดทางเดิน ต่อจาก Madagascar 3 แล้วก็จะเป็นป้ายนี้

ดินแดนแห่งเครื่องสำอาง…

ก่อนกลับที่พักไปนอน ผ่านร้านนี้ค่ะ อยู่ข้างๆ H&M เป็นร้าน Open air เปิด 24 ชม.

สั่งมาแต่ของหวาน น้ำลิ้นจี้ผสมสตรอเบอรี่ปั่น อร่อยดีค่ะ

ส่วน Macaroon ยักษ์ หวานมากถึงมากที่สุด ส่วนของคุณสามีเป็นเค้กชอคโกแลต

ไม่หวานค่ะ แต่รสชาติแปลกๆ เหมือนใส่เนยถั่วกับผลไม้แห้งลงไปด้วย

กินได้ไม่หมดชิ้นค่ะ วันนี้อิ่มสุดๆ แล้วก็เดินแบกพุงกลับที่พัก

***

เช้าตื่นมารีบไปกินอาหารเช้าที่รวมอยู่ในแพคเกจ แล้วกางแผนที่ ออกเดินเที่ยวเลยค่ะ

ระหว่างทางเราจะถ่ายรูปอาคารกับป้ายถนนไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการหลงตอนขากลับ

เดิน เดิน และเดิน

ถึงละ… เราไม่ได้จะมาดูที่นี่ เราจะมาตึกตรงข้ามที่นี่ต่างหาก

Funan digital mall ตรงดิ่งไปชั้น 3 เพื่อมาพบกับ!!!

*

*

*

โปรดติดตามตอนต่อไป

(ขอจบแบบปาหมอนก่อน เพราะรูปมันเยอะมากๆๆๆ😉

Posted in Rilakkuma, Wherever | Leave a comment

ศึกหม้อไฟเกาหลี Tudari ปะทะหม้อกระดาษญี่ปุ่น Waraku

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน ขอคั่นเรื่องหมีพักผ่อนด้วย Restaurant city ก่อนนะคะ

เขียนเรื่องหมีบ่อยๆ เกรงว่าจะเบื่อกัน

ร้านแรกตามรอยร้านอาหารแนะนำในนิตยสาร Popteen ค่ะ

เห็นหม้อไฟกับของปื้งย่างแล้วอยากลองชิมบ้าง พอวันหยุดปุ๊บตรงไปที่นี่เลย

Tudari ร้านอาหารเกาหลี ชั้น 4 สยามพารากอน

อาหารโชว์หน้าร้าน อยากกินหลายอย่างเลยทีเดียว

บรรยากาศภายในร้านค่ะ เราเลือกโซนหน้าร้าน จัดที่นั่งเป็นสัดส่วน ไม่วุ่นวายดีค่ะ

พอสั่งอาหารแล้ว เครื่องเคียงชุดนี้มาเสิร์ฟก่อน

ตามมาด้วยชุดรวมมิตรปิ้งย่าง จำชื่อจริงไม่ได้แล้วค่ะ เมนูเค้าดูง่ายมีรูปอาหารประกอบชัดเจน

จานนี้มีไก่และหมูมาปนกัน เราชิมอันที่เป็นไก่ย่าง เนื้อนุ่ม หอมมาก ส่วนที่เป็นหมู

คุณสามีบอกว่ารสชาติใช้ได้ค่ะ อันที่ใส่ชีส อร่อย หอมมัน จานนี้แนะนำค่ะ

***

แล้วตามด้วยไคลแมกซ์…หม้อไฟรวมมิตรทะเล

พวกอาหารที่เสียบไม้อยู่ในหม้อ ถ้าจำไม่ผิด เรียกว่าอุด้งค่ะ

นอกจากนั้นก็จะมีพวกผักกาดหอม แครอท เห็ดเข็มทอง ต้นกระเทียม พริกชี้ฟ้าไข่ต้ม

ส่วนอาหารทะเล…เป็นแบบแช่แข็งค่ะ กุ้งตัวเล็กๆ ใสๆ

ถ้าคุณผู้อ่านชอบรับประทานกุ้งเหมือนกัน จะรู้สึกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

แอบเซ็งไปเลยเหมือนกัน ส่วนน้ำซุป รสชาติออกไปทางซุปกิมจิ เค็มอย่างเดียว

ยิ่งร้อนขึ้น ก็ยิ่งเค็มมากขึ้น ต้องกินคู่กับข้าวสวยค่ะ

เครื่องดื่มเราสั่งน้ำเปล่า มื้อนี้รวมราคาประมาณ 600 กว่าบาทค่ะ

ส่วนตัวเราว่า ได้มาลองของแปลกใหม่บ้างก็ตื่นเต้นดี แต่ไม่ถึงกับติดใจอะไร

ไปลองชิมร้านอื่นต่อดีกว่า

***

และผู้ท้าชิง เป็นร้านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เจอเพราะลองเดินดูร้านอาหารใหม่ๆ

เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ Waraku  อยู่ที่ Central World ชั้น 7 โซน Atrium

ร้านนี้อยู่เกือบในสุดเลย สำหรับที่นั่ง เราแนะนำให้เลือกนั่งด้านในร้านค่ะ

เพราะพนักงานจะดูแล และบริการได้ทั่วถึงกว่าที่นั่งบริเวณหน้าร้าน

โต๊ะสำหรับ 2 ที่ ทำออกมาได้เป็นสัดส่วนดีค่ะ มี Partition ล้อม เก้าอี้แบบโค้งเข้ามุมพอดี

มาดูเมนูเล่มยักษ์กันค่ะ และเนื่องจากเมนูเป็นกระดาษอาบมัน ถ่ายรูปออกมาแล้วสะท้อนดวงไฟ

เราจึงปรับสีให้เข้มขึ้นทุกรูป จะได้เห็นชัดขึ้นค่ะ

***

หน้านี้เป็นพวกข้าวหน้าต่างๆ

อาหารปิ้งย่าง และสุกี้

อุด้งมีน้ำซุป 2 แบบ แบบใสและน้ำแกงกะหรี่

***

ราเมน แอบมองของโต๊ะข้างๆ ชามใหญ่มากกก สีสันสดใสเลยสั่งตาม

และคามินาเบะ (หม้อไฟกระดาษ) เห็นปุ๊บ อยากลองปั๊บ เก๋มากเมนูนี้

เมนูโฮบะ มาเสริฟทั้งเตาย่างแบบนี้เลยค่ะ คราวหน้าว่าจะลองชิมดู

สั่งอาหารแล้ว รอไม่นานค่ะ หม้อไฟกระดาษเรามาก่อน

ระหว่างรอเดือด เราพยายามโกยผัก แล้วก็เครื่องทะเลลงไปในน้ำซุป

รออยู่นาน มันก็ไม่เดือดซักที มันร้อนขึ้นนิดเดียวเองค่ะ แล้วไฟก็ค่อยๆดับไป

สรุปว่า หม้อไฟกระดาษเค้ากินกันแค่พออุ่นๆใช่ไหมคะ เราไม่ทราบจริงๆ

แต่พวกอาหารทะเลต่างๆ เค้าทำสุกมาแล้ว ไม่เหม็นคาวเลย กุ้งตัวเล็กไปหน่อย

น้ำซุปไม่เค็มมาก หวานนิดๆ หอมแบบน้ำซุปที่ใส่ปลาแห้งค่ะ ผักต่างๆก็สดดี

***

ตอนราเมนมาเสริฟ เราว่ามองของโต๊ะข้างๆชามมันก็ใหญ่แล้วนะ

มาที่โต๊ะเราเอง มันใหญ่จริงๆ ไม่ได้ใหญ่แต่ชาม ปริมาณเส้นกับน้ำซุปก็เยอะนะ

ใหญ่มะ ต้องใช้ทัพพีแทนช้อน

สำหรับราเมน ชามนี้ก็เค็มและเผ็ดนำค่ะ เส้นเหนียวนุ่มดี แต่เราชอบอาหารแบบเมนูแรกมากกว่า

ระหว่างรับประทาน จะได้ยินเสียงตะโกนดังเป็นระยะ คิดว่าน่าจะเป็นธรรมเนียมของทางร้าน

ที่ต้องพูดทักทาย ขอบคุณลูกค้าด้วยเสียงดังๆ (ดังมาก-มากที่สุด)

มื้อนี้รวมราคาก็ประมาณ 700 บาทค่ะ

***

สำหรับศึกหม้อไฟทั้ง 2 ร้านนี้ ความอร่อยและหลากหลายเราให้ Waraku ชนะเลิศค่ะ

ยังมีอีกหลายเมนูที่น่าลอง ถ้ามีโอกาสก็อยากแวะไปอีก^^

ขอบคุณที่แวะมา…จบแล้วจ้า

Posted in Restaurant City | 1 Comment

Rilakkuma Fan แด่คนรักหมีพักผ่อน (ตอนที่12: Rilakkuma รุ่นส่ายหัว Bonjour!)

สวัสดีแฟนหมีพักผ่อนค่ะ วันนี้มาพร้อมหมีส่ายหัวเซ็ทล่าสุดของเรา

ในบรรดา collection ต่างๆของหมีพักผ่อนที่ออกมาใหม่เรื่อยๆในแต่ละเดือน

เราชอบ Bonjour! collection มากที่สุดค่ะ เพราะมันเกี่ยวกับการเดินทาง

หมีพักผ่อนเค้าจะใส่ Beret Hat ถือขนมปังฝรั่งเศส

ส่วนเจ้าตัวน้องก็จะทำท่าทางเป็น artist เจ้านกจิ๊บก็จะสะพายกล้องเล็กๆน่ารัก

และที่เด็ดสุดคือลายกระเป๋าเดินทางอารมณ์เดียวกับกระเป๋า LV

ดีเทลเยอะมากเลย collection นี้

พอลอง search หาดู ราคาแรงมาก เจ้าหมีส่ายหัวนี่ บางเจ้าอัพไปตัวละ 200 กว่าบาท

เลยตัดใจ แพงเกินเราก็ไม่ซื้อค่ะ รอสักพัก…เป็นเดือนได้ แวะไปซื้อกับข้าวที่แฟชั่น

เดินไปสำเพ็ง ร้านเดิมที่เคยซื้อหมีส่ายหัวชุดแรก…ก็ได้พบกับ!!!

ดีใจมากมาย แต่แอบแพงกว่าเซ็ทก่อน ตอนนั้นตัวละ 99 บาท ตอนนี้ตัวละ 109 บาทค่ะ

มาเปิดกล่องกัน

***

***

leaflet ด้านใน เซ็ทนี้มี 7 แบบ

แพคมาอย่างดีเช่นเคย เราชอบกล่องพลาสติกแบบที่หล่อเป็นตัวโมเดลแบบนี้มากค่ะ

แกะออกมาแล้วเก็บไว้ใช้ต่อเวลาที่จะพาหมีไปถ่ายรูปที่ไหนๆได้

ช่วยป้องกันหมีเยินได้ดีทีเดียว

แต่แล้ว…แบบไคลแมกซ์ ที่เราอยากได้มากที่สุด…มันหมดค่ะ TT_TT

น้องพนักงานมาช่วยกันรื้อหาใน stock กันใหญ่ มันไม่มีแล้วจริงๆ

เราก็เลยขอซื้อตัวที่เป็นสินค้าโชว์แทน เค้าก็เอาไปแกะออกจาก display case ให้ค่ะ

กล่องก็ไม่มี เราขอถุงพลาสติกมาหุ้มไว้แล้วค่อยๆถือกลับบ้านพร้อมญาติๆ

มาเข้าแถวใส่ display case อันเดิม เพราะงบหมดแล้ว แห่ะๆ

สรุปตอนนี้อยู่รวมกันทั้งหมด 8 ตัวในกล่องเดิม คิดจะไปซื้อบ้านให้ค่ะ

ไปเดิน Toy R Us ที่ CTW เห็นมีบ้าน Sylvanian Families พอดูราคา 2 พันได้

เอาแค่ชุดโต๊ะเก้าอี้ไปก่อนละกันนะ… แค่ 5 ชิ้นนี่ก็ 160 บาท

เลยได้กลับมาเท่านี้…

***

แต่พอเอากลับบ้านมาเปิดดู เห็นลายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แต่ละชิ้นทำได้เนี้ยบมาก

ตอนนี้เริ่มเข้าใจ คนที่รักพวก Re-ment toys แล้วละว่าทำไมเค้าถึงได้หลงใหลกัน

***

***

***

***

***

***

Run, Kori, Run !!!

***

ขอจบตอนนี้ด้วยภาพนี้แล้วกันนะคะ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้า

ทัวร์หมีค่ะ^^

Posted in Rilakkuma | 4 Comments

BonChon Chicken ไก่ทอดบอนชอน

ไ่ก่ทอดบอนชอน ร้านนี้เรารู้จักเพราะอยากลองทำไก่ทอดอร่อยๆเป็นบ้าง

เลยนั่งหาสูตรและวิธีทำจาก Youtube จนกระทั่งได้ไปเจอคลิปนี้

อู้วววว ไก่อะไรช่างน่ากินแบบนี้ เป็นร้านแฟรนไชส์ที่ดูแตกต่างกับ

พวกไก่ชุบแป้งทอดแบบ KFC หรือ McDonald อะไรแบบนั้น

ตอนนี้ในบ้านเรามีไก่ทอดบอนชอนอยู่ 2 สาขาค่ะ คือที่ทองหล่อ 13 กับ CentralWorld

เราเลือกไปที่สาขา  CentralWorld จะอยู่บนชั้น 6 ที่มีร้านอาหารติดๆกันอยู่หลายร้าน

ใกล้ๆกับ Cafe Andonand ค่ะ บรรยากาศร้านจะมืดๆ สลัวๆ ออกฮิปๆนิดนึง

มาดูเมนูกัน ทำรูปเล่มเก๋มาก

วิธีสั่งไก่ รูปนี้ save มาจากเวปเพจของ Bonchon ค่ะ

ข้อแรกเลย เลือกส่วนที่ชอบก่อน มีปีก น่อง เนื้อล้วน จำนวนชิ้น S, M และ L

ต่อมาก็เลืิอกรสชาติ มีรสกระเทียมกับรสเผ็ด จะผสมกันก็ได้ค่ะถ้าสั่งไซส์ M กับ L

แล้วมาเลือกเครื่องเคียง มีโคลสลอว์ กิมจิโคลสลอว์ ข้าวสวย และข้าวเหนียว

สุดท้ายก็เลือกอาหารรับประทานเพิ่มตามราคาค่ะ

เราเลือกปีกไก่ ไซส์ M 10 ชิ้น ผสมรสชาติ ส่วนเครื่องเคียง เราเลือกข้าวสวย และสั่งซุปใสเห็ดเพิ่ม

***

รอไก่ประมาณ 15 นาที ฝั่งที่มีไม้จิ้มจะเป็นรสเผ็ดค่ะ

แถมหัวไชท้าวดองแก้เลี่ยนมาให้ในเซทนี้ด้วย

ซุปใสเห็ดที่สั่งเพิ่ม ถ้วยนี้ 40 บาทค่ะ

สำหรับรสชาติ เราเลือกชิมรสเผ็ดก่อน เนื้อไก่นุ่ม หนังไก่กรอบ รสชาติเข้มข้น ไม่เค็มเกิน

แต่พอกินติดๆกัน 2-3 ชิ้นจะเริ่มเผ็ดละ ลองชิมรสกระเทียมบ้าง อันนี้ก็รสชาติดีค่ะ

แต่ไม่เข้มข้นเท่ารสเผ็ด ต้องกินคู่กันทั้ง 2 รส อร่อยลงตัวดีค่ะ

หัวไชเท้าดอง ก็เหมือนผักกาดดองค่ะ ไม่ขมเลย (ก่อนกินตอนแรกคิดว่าขมปี๋แน่ๆ)

ข้าวสวย หุงกำลังพอดี ข้าวไม่แฉะ ส่วนซุปก็กลางๆ ออกจืดๆ ค่ะ

ถ้าใครชอบไก่ทอดเหมือนกัน ลองแวะไปดูค่ะ สำหรับเรา เราชอบค่ะ

เขียนไป หิวไป อยากกลับไปกินอีก^^”

***

อ้อ! เกือบลืมไป มีอาหารเกาหลีอื่นๆ ให้เลือกด้วยนะคะ พวกซุปกิมจิ ข้าวปั้นก็มีค่ะ

***

Photos credit

http://www.bonchonthailand.com

Posted in Restaurant City | Leave a comment

JASPAL Spring/Summer2012

สวัสดีค่ะ หัวข้อนี้อยากเขียนถึงแบนรด์ที่เราชื่นชอบอีกแบรนด์นึง คือ Jaspal ค่ะ

เพื่อนๆที่เคยติดตาม DUC เราจากห้องแป้ง จะเห็นว่าเราใส่บ่อยมาก

เพราะเสื้อผ้า กระเป๋าสไตล์ถูกใจ แบบเรียบๆใช้ได้นาน และราคาเอื้อมถึงได้

ยิ่งตอนช่วงเทศกาลลดราคานะ ชอบมากกก

แต่บางทีพอถึงช่วงลดราคาจริง แบบที่เล็งไว้หมดเกลี้ยงเสียแล้ว

วันนี้จะนำ collection ล่าสุดของ Jaspal Spring/Summer 2012 มาให้ชมกันค่ะ

แล้ว collection นีั้พิเศษยังไง…ตรงที่เป็น collection ที่เราชอบมากที่สุด

ตั้งแต่แอบส่อง online catalogue ของ Jaspal มา

โดย season นี้จะเน้นที่สีพาสเทลหวานๆ เรียบๆ คัดมาเฉพาะแบบที่เราชอบเลย^^

เดรสสีเหลืองชุดนี้ชอบมากๆๆๆ

ลายผ้าเป็นน้องเหมียว แถมเข็มขัดโบว์สีทองน่ารัก เราตัดใจทุบกระปุก เพราะคิดว่า

ชุดนี้ไม่เหลือถึงช่วงลดราคาแน่ๆ…แต่…เราใส่ไม่ได้ค่ะ XS ก็แล้ว…แบบว่าชวงอกมันหลวมมากเลย

ซื้อมาก็ต้องไปแก้เข้าอีก…เลยยอมตัดใจ ยังแอบเสียดายอยู่ลึกๆ

มีน้องแมว แล้วก็มีน้องหมาด้วยค่ะ น่ารักไม่แพ้กัน

เดรสสีฟ้าลายพุดเดิลมาคู่กับกระเป๋าใบนี้

เดรสสีส้มตัวนี้ แบบดูเรียบๆ ของจริงแพทเทิร์นสวยค่ะ ผ้าหนาดีด้วย

มาที่หมวดกระเป๋ากันบ้าง เห็นโบว์แล้วละลายเลย…

แบบสีน้ำตาลนี่ก็น่ารัก แมทช์กับรองเท้าพอดีเลย

แบบนี้มาทีหลัง ที่ร้านมีหลายสีสดใสให้เลือก เราลองไปหิ้วดู แค่กระเป๋าเปล่าๆก็หนักนะ

และสุดท้ายกับคู่สีคลาสสิก

ตรงหน้าสุดท้ายของ catalogue เราลองนั่งดูสาขาต่างๆ จึงได้พบว่า มีสาขาที่มาเลเซียด้วย

และผลจากการได้แวะเวียนไปที่สาขา Central World ก็อดใจไม่ไหว

สาขานี้จัด display ด้านหน้าสวยมากค่ะ อยู่ใน theme ของ Jaspal 4Decades

น้องพนักงานก็น่ารัก เราว่าเค้าดูรู้อ่ะว่าเราใส่ Jaspal แทบทั้งชุดเลยวันนั้น ^^

ในถุงแดงนั้นมีอะไร ???

*

*

***

แรงมะ… ตอนแรกชอบสีฟ้า แต่พอเจอสีนี้ โดดเด่นเกินใคร สายโซ่เป็นสีทอง

และ…จะบอกว่า มัน หนัก มาก ที่สุดในบรรดากระเป๋าแบบสายโซ่ที่เรามี

สะพายเข้ากรุงไป ไม่ถึงครึ่งทาง ต้องปรับสายเดินถือแทน

***

ใบนี้ยอมทุบกระปุกซื้อราคาเต็ม งดซื้อกระเป๋ายาวเลย

และถ้า collection หน้ามีอะไรเด็ดๆจะนำมาแชร์อีกนะคะ

ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนกันจนบรรทัดสุดท้ายค่ะ

***

Photo credit: http://www.jaspal.com/

Posted in Something to adore | Leave a comment